ติดต่อเรา ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ
 

ประวัติสถาบันโรคทรวงอก

Untitled Document

90 ปีก่อนวัณโรคปอดเป็นโรคระบาดที่ทำให้ผู้ป่วยล้มตาย เป็นจำนวนมากในทุกประเทศในโลก ประเทศไทยเราก็มีโรคนี้ ชุกชุมอยู่หนาแน่น เช่น ในกรุงเทพมหานครและธนบุรี เป็นต้น ชาวบ้านส่วนมากไม่ค่อยรู้จักวัณโรคปอด แต่จะทราบกันทั่วไปว่าเป็นฝีในท้องและเชื่อว่า เมื่อใครเป็นโรคนี้แล้วรักษาไม่หายและสามารถติดต่อกันทั้งครอบครัว ทั้งยังเป็นที่รังเกียจแก่บุคคลทั่วไป

Robert Koch

 

จากหลักฐานทางวิชาการสมเด็จพระบรมชนกนาถ ได้ทรงนิพนธ์ไว้ในเอกสารสุขศึกษา เรื่อง “ทุเบอร์คุโลสิส” เมื่อปี พ.ศ. 2463 ความตอนหนึ่งว่า “ตามที่ได้ทำการตรวจศพ ค้นหาโรคที่ทำให้คนตายในโรงพยาบาลศิริราชที่กรุงเทพฯ ทุก 10 ศพที่ตรวจ ได้พบรอยเป็นโรคทุเบอร์คุโลสิส 2 ศพ ใน 2 ศพที่มีรอย ศพหนึ่งสันนิษฐานได้ว่าตายด้วยโรคทุเบอร์คุโลสิส แปลว่าจำนวนที่พวกเราตาย 10 คน ต้องตายด้วยโรคนี้ 1 คน...” และนอกจากนี้เมื่อสมเด็จพระบรมชนกนาถเสด็จไปทรงงานเป็นแพทย์ประจำโรงพยาบาลแมคคอร์มิค จังหวัดเชียงใหม่ พ.ศ. 2472 ได้ทรงมีพระราชหัตถเลขามายัง หลวงนิตย์ เวชวิศิษฐ์ มีใจความตอนหนึ่งว่า “T.B. มีมากเต็มทีและไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร เพราะไม่มีโรงพยาบาลพิเศษ หรือ Sanitorium สำหรับรักษารายที่ไม่หนักนัก เรื่อง T.B. นี้ ทำให้ฉันสนใจมาก...”

สมเด็จพระบรมราชชนก และภาพพะราชหัตถเลขา

ด้วยเหตุที่วัณโรคเป็นโรคที่พบมากในประเทศไทยในปี พ.ศ. 2482 พระไวทยวิธีการ ในพิธีรดน้ำสงกรานต์ พระไวทยวิธีการ อธิบดีกรมสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย ได้เสนอโครงการเพื่อสร้างโรงพยาบาลสำหรับรักษาวัณโรคเป็นแห่งแรกในประเทศไทย ต่อรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม โดยมี นายช่วง เชวงศักดิ์สงคราม ผู้รับหลักการ และได้รับอนุมัติการสร้างโดยจัดซื้อที่ดิน 27 ไร่ ซึ่งตั้งอยู่ริมถนนติวานนท์ ตำบลบางกระสอ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี เนื่องจากเห็นเป็นทำเลที่สงบอยู่ท่ามกลางทุ่งนาที่มีอากาศบริสุทธิ์

ในปี พ.ศ. 2482 เริ่มสร้างตึกหลังแรกมีเตียงรับผู้ป่วยได้ 25 เตียง ชื่อว่า “ตึกพิทักษ์ประชาสุข” ต่อมาในปีเดียวกันได้มีการก่อสร้างบ้านพักแพทย์ โรงครัว โรงซักฟอก โรงเก็บศพ ห้องแถวคนงาน บ้านพักพยาบาล และบ่อน้ำ ซึ่งเป็นแค่เพียงส่วนหนึ่งของโครงการเท่านั้น (โครงการนี้กำหนดไว้ว่าจะสร้างโรงพยาบาลให้รับคนไข้ไว้รักษาได้ประมาณ 300 คน)

วันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2484 ได้เริ่มเปิดตึกรับผู้ป่วยไว้รักษา โดยอาศัยตึกหลังแรกเป็นที่ทำการตรวจผู้ป่วย และอีกส่วนหนึ่งของตึกเป็นสำนักงานอำนวยการ มีขุนพิทักษ์ ประชาสุข เป็นผู้อำนวยการคนแรก และสถานที่นั้นชื่อว่า “โรงพยาบาลวัณโรคกลาง” สังกัด กองแพทย์สังคม กรมสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย

ในวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2485 โรงพยาบาลได้เปลี่ยนมาสังกัดกองโรงพยาบาลส่วนภูมิภาค กรมการแพทย์ หลวงสนั่น วรเวชช์ เป็นหัวหน้ากอง และหลวงนิตย์ เวชวิศิษฐ์ เป็นอธิบดีกรมการแพทย์  และเมื่อวันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2485 มีการสร้างตึกอำนวยการหลังแรกด้วยค่าก่อสร้าง 75,038 บาท ต่อมาเปลี่ยนเป็นตึกตรวจโรคชันสูตรเอกซเรย์ จนกระทั่งวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2485 ได้มีพิธีเปิดโรงพยาบาลอย่างเป็นทางการ

ในปี พ.ศ. 2484-2487 ประเทศไทยอยู่ในภาวะสงคราม เริ่มตั้งแต่สงครามอินโดจีน สงครามโลกครั้งที่ 2 และสงครามกบฏแมนฮัตตัน ในขณะนั้นเศรษฐกิจของประเทศไทยอยู่ในขั้นที่เรียกว่า ข้าวยากหมากแพง สิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็น เช่น ข้าวสาร น้ำตาลทราย และผ้าขาว รัฐบาลจะแจกปันส่วนในจำนวนจำกัด ผู้รับต้องเข้าคิวไปรับส่วนแบ่งตามสิทธิของแต่ละบุคคลในสถานที่ที่ทางการกำหนดไว้ และประกอบกับมีน้ำท่วมใหญ่เป็นประวัติศาสตร์ในขณะเดียวกันนั้น  เป็นผลให้โครงการก่อสร้างเพิ่มเติมเพื่อขยายตึกและเพิ่มจำนวนเตียงของโรงพยาบาลต้องหยุดชะงักลงโดยสิ้นเชิง ประกอบกับประชาชนในสมัยนั้นอพยพไปต่างถิ่นเพื่อหนีสงคราม โรงพยาบาลนี้จึงยังไม่เป็นที่รู้จักของประชาชน การเดินทางมาโรงพยาบาลค่อนข้างลำบาก เพราะในขณะนั้นถนน
ติวานนท์เป็นถนนตัดใหม่ จากอำเภอปากเกร็ดถึงจังหวัดนนทบุรี สภาพถนนเป็นโคลนที่ขุดจากคลองข้างถนน 
มีรถเมล์สองแถวใช้รับส่งผู้โดยสารจากปากเกร็ดไปเมืองนนท์